เขมรจองจำ‘วีระ’ คนเดียว!ไม่ได้ประกันตัวรัฐบาลหาช่องเจรจาช่วย

share on:

ศาลกัมพูชาให้ประกัน 4 คนไทย ยกเว้น “วีระ” อ้างกระทบความสงบเรียบร้อยและเพื่อความปลอดภัยของจำเลย รัฐบาลคาดมาจากเหตุลักลอบเข้าพื้นที่เขมรหลายครั้ง-ย้ายหลักหมุดเขตแดน “มาร์ค” เตรียมฎีกาอุทธรณ์ แต่หากศาลตัดสินเสร็จก็พร้อมเจรจาฝ่ายบริหาร เครือข่ายประชาชนไทยฯ ถวายฎีกาก่อนที่กองปราบฯ จะรวบ “ไชยวัฒน์-สมบูรณ์” ในคดีบุกสนามบินร่วมกับพันธมิตรฯ

เมื่อวันอังคาร ศาลอุทธรณ์ ณ กรุงพนมเปญ กัมพูชา พิจารณาให้ประกันตัว 4 คนไทยเพิ่มเติม ซึ่งได้แก่ 1.น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ 2.นายกชพลธรณ์ ชุสนะเสวี 3.ร.ท.แซมดิน เลิศบุศย์ และ 4.นายตายแน่ มุ่งมาจน ยกเว้นนายวีระ สมความคิด แกนนำเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติ
อย่างไรก็ตาม ศาลยังไม่อนุญาตให้บุคคลที่ได้รับการประกันตัวทั้งหมดเดินทางออกนอกประเทศ โดยทั้ง 4 คนต้องยื่นหลักทรัพย์ประกันตัวเป็นจำนวนเงินราว 7,000 บาท

นายประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ เผยว่า กรณีที่ น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ที่ถูกเพิ่มข้อหาจารกรรมข้อมูลแต่ได้รับการประกันตัวนั้น ศาลได้พิจารณาแล้วเห็นว่ากรณีของ น.ส.ราตรีได้รับปากในการให้ความร่วมมือกับศาลว่าจะมาพบศาลตามเรียก และไม่ส่งผลกระทบกับการสอบสวนคดี จึงให้ประกันตัว  ส่วนกรณีนายวีระ ที่ถูกเพิ่มข้อหาจารกรรมข้อมูลเช่นกัน แต่ศาลกัมพูชาไม่ให้ประกันตัวเพราะศาลเห็นว่า “หากให้ประกันตัวอาจจะมีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยสาธารณะ และเพื่อความปลอดภัยของจำเลยเอง จึงไม่ให้ประกันตัว” เอกอัครราชทูตไทยยังนำข้อความจากนายพนิช  วิกิตเศรษฐ์ แจ้งให้สื่อมวลชนทราบด้วยว่า “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่มีเจตนาที่จะทำให้เกิดผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และพร้อมยอมรับในกระบวนการศาลกัมพูชา”

นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงแนวทางการช่วยเหลือนายวีระว่า  จะดูในเรื่องของข้อกฎหมายก่อนว่าจะสามารถอุทธรณ์ฎีกาได้ภายในวันอังคารที่ 18 ม.ค.นี้ได้เลยหรือไม่ ซึ่งทางทนายได้มีการหารือร่วมกับทางสถานทูตไทยในกัมพูชาอยู่ เพื่อตรวจสอบว่าสามารถดำเนินการได้ทันทีหรือไม่ หรือต้องรอระยะเวลา
“ดูจากแนวโน้มอย่างนี้แล้วอาจจะมีการพิจารณาคดีในเร็ววัน และเมื่อมีการพิจารณาคดีแล้วอาจจะพ้นขั้นตอนของศาล กระทรวงการต่างประเทศจะเริ่มต้นการเจรจา ซึ่งก็ต้องเต็มที่ในการช่วยเหลือนายวีระ” นายชวนนท์กล่าว
เลขานุการ รมว.การต่างประเทศระบุว่า บ่ายวันอังคารที่ 18 ม.ค.นี้ รัฐบาลจะส่งทีมแพทย์และจิตแพทย์ไปยังกรุงพนมเปญเพื่อดูแลคนไทยทั้ง 6 คน

ชี้”วีระ”รุกเขมรซ้ำซาก
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเผยถึงเหตุผลที่ศาลกัมพูชาให้ประกันตัว  4 คนไทย แต่ยกเว้นนายวีระว่า ศาลกัมพูชาไม่ได้ระบุเหตุผลที่ชัดเจน แต่โดยส่วนตัวคิดว่าจะอยู่ที่ตัวบุคคล ซึ่งเดิมนายวีระได้ลักลอบเข้าไปยังประเทศกัมพูชาหลายครั้ง  รวมถึงยังเคยไปย้ายหลักหมุดเขตแดนด้วย
ภายหลังการประชุม ครม. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้มีโอกาสสนทนากับ ร.ท.แซมดิน และได้ให้กำลังใจ ยืนยันว่ารัฐบาลเดินหน้าในการช่วยเหลือทุกราย จะค้างอยู่ 1 ราย เราจะพยายามให้คนไทยกลับมาประเทศโดยเร็วที่สุด
ส่วนช่องทางในการช่วยเหลือนายวีระนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า การฎีกาอุทธรณ์ช่วยนายวีระก็เป็นเรื่องของการประกันตัว ฉะนั้นเข้าใจว่าตัวคดีจะมีการตัดสินในระยะเวลาอันสั้นอยู่แล้ว ส่วนเหตุผลในการไม่ให้ประกันยังไม่ทราบรายละเอียด เข้าใจว่าเป็นเรื่องของข้อหาที่หนักกว่า น.ส.ราตรี ซึ่งเราต้องไปดูเหตุผลที่กัมพูชาให้มาอีกที ซึ่งกัมพูชามองว่าไม่ได้เป็นการกระทำผิดครั้งแรกทำนองนั้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะทำอย่างไรถ้าคำให้การของนายวีระสวนทางกับการช่วยเหลือของรัฐบาล นายกฯ กล่าวว่า ขณะนี้เป็นเรื่องของกระบวนการของศาล เป็นเรื่องของคู่ความ อันนั้นก็ว่าไปตามคดี และเป็นไปได้ที่การประกันตัวของนายวีระจะไม่แล้วเสร็จก่อนที่ศาลจะมีการตัดสิน อย่างไรก็ตาม ได้มีการพูดคุยกับผู้ที่เกี่ยวข้องแล้วว่าทันทีที่มีคำตัดสินออกมา รัฐบาลก็ต้องกำหนดท่าที เพราะตอนนี้ก็เป็นเรื่องฝ่ายบริหารต้องรอดูการตัดสิน แต่หากคำตัดสินมีอะไรมาละเมิดหรือเกี่ยวข้องอธิปไตยของไทยเราก็ไม่ยอม เมื่อถามถึงการเคลื่อนไหวของนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ แกนนำเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติ ยื่นฎีกาให้นายกฯ ลาออก นายอภิสิทธิ์กล่าวยืนยันว่า รัฐบาลก็ได้ดำเนินการช่วยเหลือคนไทยอย่างเต็มที่และรักษาประโยชน์ของประเทศไทยแน่นอน ส่วนกรณีจะปิดถนนหน้าทำเนียบฯ ตนเรียนว่าทำไม่ได้ ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการอยู่

“ได้กำชับไปแล้วว่าต้องดำเนินการอย่างเข้มงวด มิฉะนั้นกลุ่มอื่นๆ ก็จะตำหนิได้ ไม่ปล่อยให้เป็นเช่นนี้ แต่ยังไม่จำเป็นต้องมีการประกาศพื้นที่ความมั่นคงตามพระราชบัญญัติความมั่นคง เพราะการปิดถนนก็เป็นการผิดกฎหมายปกติอยู่แล้ว และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องดำเนินการ”

ยื่นฎีกาขับรัฐบาล
สำหรับการเคลื่อนไหวของเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติ ที่ปักหลักบริเวณถนนพิษณุโลก ข้างทำเนียบรัฐบาล ช่วงเช้าได้เคลื่อนขบวนธรรมยาตราไปยังพระบรมมหาราชวัง เพื่อยื่นถวายฎีกาต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยจากตำตรวจนครบาล 1 และ 6 ที่นำโดย พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 จำนวน 6 กองร้อย จากนั้นตัวแทนเครือข่ายทั้ง 5 คน ประกอบด้วย นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์, นายสมบูรณ์ ทองบุราณ, พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน, นายถึงไทย แสงสุริยจันทร์, ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ พร้อมด้วยนางวิไรวรรณ สมความคิด มารดานายวีระ สมความคิด เป็นผู้นำฎีกาเข้ายื่นผ่านสำนักพระราชวัง โดยตลอดการเคลื่อนขบวน นายไชยวัฒน์ได้เดินถือตะเกียงอยู่ตลอดเวลา สำหรับเนื้อหาฎีการ้องทุกข์สรุปใจความว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ยินยอมให้ทหารกัมพูชายึดครองดินแดนไทย เครือข่ายฯ ได้พยายามหยุดยั้งการกระทำของรัฐบาล แต่ไม่มีองค์กรใดดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย จึงจำเป็นต้องขอพึ่งพระบารมีกราบบังคมทูลถวายฎีกา เพื่อทรงพระกรุณาพระราชทานคำแนะนำให้รัฐบาลพ้นจากตำแหน่งเพื่อดำเนินการต่อไปตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ
ด้านนายไชยวัฒน์ กล่าวถึงการปิดเส้นทางหน้าทำเนียบฯ ว่า ต้องดูความจำเป็น หากมีผู้ชุมนุมมามากก็จำเป็นจะต้องปิด แต่หากมีผู้ชุมนุมน้อยก็อาจจะเปิดเส้นทางตามที่ได้พูดคุยกันไว้กับตำรวจ การที่จะชุมนุมยืดเยื้อต่อไปอย่างไรก็คงต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์วันต่อวัน เครือข่ายฯ ได้กำหนดเป้าหมายเร่งด่วน คือจะต้องยกระดับการเคลื่อนไหวอย่าต่อเนื่อง เพื่อให้คนไทยทั้ง 7 คนกลับมายังประเทศไทยอย่างปลอดภัย อย่างสมศักดิ์ศรีที่เป็นคนไทย สมเกียรติภูมิของประเทศไทย เขากล่าวถึงนายวีระไม่ได้ประกันว่า เรื่องนี้เป็นหมากของรัฐบาล เป็นไพ่ใบสุดท้ายเพื่อให้คุมขังนายวีระในกัมพูชาตลอดไป เพราะทางกลุ่มเชื่อว่ารัฐบาลจะปิดปากนายวีระในกรณีของการแบ่งน้ำมันในอ่าวไทยเพื่อทำธุรกิจระหว่างไทยและกัมพูชา เพราะนายวีระได้ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด นายไชยวัฒน์กล่าวด้วยว่า จากการที่ตนและนายสมบูรณ์ได้รับข้อกล่าวหาจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ว่าเป็นผู้ก่อการร้าย เมื่อครั้งที่ตนและนายสมบูรณ์ได้ขึ้นเวทีปราศรัยของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่สนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ ซึ่งวันนี้ตนจะไปยืนหน้า สตช. เพื่อจะไปหา  พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในคดี พธม.ยึดสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ ทั้งนี้ ไม่ใช่เป็นการไปโดยการมอบตัว แต่เป็นการยืนว่าตนยอมรับในกระบวนการยุติธรรม

ต่อมา  ช่วงบ่าย 2 โมง ตำรวจนอกเครื่องแบบได้จับกุมตัวบุคคลทั้งสองในร้านอาหารเอ็มเค ภายในห้างสรรพสินค้าโลตัส สาขาถนนพระราม 1 เขตปทุมวัน ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พล.ต.ต.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบก.น.6 พร้อมกำลังตำรวจ บก.น.6 ได้ควบคุมตัวนายไชยวัฒน์และนายสมบูรณ์ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ในคดีร่วมกับกลุ่ม พธม.ชุมนุมปิดสนามบิน มาส่งให้พนักงานสอบสวน  บก.ป.ดำเนินคดีตามหมายจับ โดยมีกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนตามมาให้กำลังใจพร้อมกับรถกระบะดัดแปลงติดเครื่องเสียง ท่ามกลางการปลอดภัยจากเจ้าหน้าที่ บก.ป.ร่วม 40 นาย นายไชยวัฒน์กล่าวก่อนเข้าห้องสอบสวนว่า ตอนแรกตั้งใจจะไปที่ สตช. เพื่อให้เจ้าหน้าที่จับกุมตัวอยู่แล้ว แต่ช่วงระหว่างที่กำลังเดินทางรู้สึกหิว จึงแวะไปรับประทานอาหารที่ห้าง ทำให้ถูกตำรวจจับกุมตัว ซึ่งในคดีนี้ตนจะไม่ยอมรับข้อกล่าวหาก่อการร้ายอย่างแน่นอน และไม่มีการจะยื่นประกันตัว จากนั้น พล.ต.ท.สมยศได้เดินทางมายัง บก.ป. เพื่อร่วมสอบปากคำผู้ต้องหาทั้ง 2 คนโดยกล่าวว่า หากผู้ต้องหาทั้งสองจะยื่นขอประกันตัวก็คงอนุญาตให้ประกันตัวได้ จะไม่มีการหน่วงเหนี่ยวหรือรั้งตัวผู้ต้องหาเอาไว้  และคงดำเนินการไปในแนวทางเดียวกับกรณีของ น.ส.ต้นฝัน หรือโย แสงอาทิตย์ ที่ถูกจับกุมและได้รับการประกันตัวออกไปก่อนหน้านี้ ต่อมา เวลา 20.00 น. เจ้าหน้าที่ได้นำบุคคลทั้งสองไปฝากขังที่ห้องขังของ บก.ป. และในวันพุธ เวลา 09.00 น. จะนำผู้ต้องหาทั้งสองไปส่งต่อให้ศาลอาญาดำเนินคดีต่อไป

ทั้งนี้ สำหรับบรรยากาศของผู้ชุมนุมบริเวณข้างทำเนียบฯ นายรักษ์ รักษ์พงษ์ หรือสมณะโพธิรักษ์ ผู้ก่อตั้งสำนักสันติอโศก ได้กล่าวปราศรัยว่า ตนได้ข่าวมาว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้ามาสลายการชุมนุมให้ได้ก่อนวันที่ 25 ม.ค.นี้ ฉะนั้นถ้าพวกเราอยู่กันน้อยจะทำให้ถูกสลายการชุมนุมได้ง่าย แต่ถ้าอยู่กันเยอะก็คิดว่าคงเป็นงานยากของตำรวจ.

Comments

comments